ประวัติความเป็นมา

นโยบายบริหาร

วิสัยทัศน์
ผลิตสินค้าที่อร่อย ได้มาตรฐาน มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย จำหน่ายในราคาประหยัด (ขายส่ง) เพื่อสร้างอาชีพให้กับคนที่มีความตั้งใจโดยใช้เงินลงทุนไม่สูง ขายง่ายและมีกำไรจากการขายสินค้าของ NK Donut

พันธกิจ
ผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานและรักษาคุณภาพอยู่เสมอ ดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมสร้างสรรค์บริการและสินค้าใหม่ๆ เพื่อตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค

ประวัติความเป็นมา

9 กันยายน พ.ศ. 2543 :
ก่อตั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น เค โดนัท ผลิตโดนัทขายส่งในเขต กรุงเทพฯ – ปริมณฑล และสาขาต่างจังหวัด

28 มีนาคม 2558
เปิดโรงงานใหม่ที่ได้มาตรฐาน (ย่านนครปฐม) รองรับการผลิตโดนัทกว่า 1 แสนชิ้นต่อวัน และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เอ็น.  เค. โดนัท ฟู๊ด จำกัด

1 กันยายน 2558
บริษัท เอ็น.เค.โดนัทฟู๊ด จำกัด ได้รับการรับรองมาตรฐานสถานที่ผลิตอาหาร จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.)

25 พฤศจิกายน 2558
บริษัท เอ็น.เค.โดนัทฟู๊ด จำกัด ได้รับการรับรองและอนุญาตให้ใช้สัญลักษณ์ “ฮาลาล”

6 มิถุนายน 2559
เปิดตัวสินค้าช่วยขาย “ฝาใสปิดกล่อง ตรา NK Donut” สำหรับให้แม่ค้าพ่อค้าใช้ปิดกล่องโดนัท เพื่อกันแมลง กันลม ช่วยรักษาคุณภาพขนมให้สดใหม่

23 มิถุนายน 2559
เปิดตัวสินค้าใหม่ โดนัทแพ็คซอง เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่สามารถซื้อไปฝากหรือหยิบขายได้สะดวก

18 กรกฎาคม 2560 
บริษัท เอ็น.เค.โดนัทฟู๊ด จำกัด ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP.

กันยายน 2560
เริ่มผลิตสินค้า OEM. หรือสินค้ารับจ้างผลิต และเริ่มมีสินค้าที่รับจ้างผลิตวางจำหน่ายที่ร้าน 7-11 (ภายใต้ชื่อแบรนด์ a smile)

18 ธันวาคม 2560
เริ่มใช้กล่องโดนัท ตรา NK Donut (กล่องแบบแบ่งขาย) รูปแบบใหม่ สีสันสดใส

ทีมงาน NK Donut ( ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2544 )

จุดเริ่มต้นของธุรกิจ

บทความโดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (23 มีนาคม 2552)
คลี่กลยุทธ์ ‘NK’ โดนัทรากหญ้า อร่อยสบายกระเป๋า ปูพรมตลาดนัด

ต้องถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่ง เมื่อโดนัทราคาประหยัด แบรนด์ “NK Donut” เจาะจุดอ่อนของผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ ที่แม้รสชาติจะอร่อย ทว่าราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น โดนัทรากหญ้ารายนี้ ใช้ช่องว่างดังกล่าว เสนอตัวเองเป็นอีกทางเลือกแก่ผู้บริโภค ด้วยจุดขายรสชาติดีไม่แพ้กัน ในราคาถูกกว่ามาก จนสามารถเติบโตอย่างสูง มีพ่อค้าแม่ค้ารับไปขายเกือบทุกตลาดนัดทั่วประเทศ ซึ่งยอดผลิตและยอดขายของผู้ประกอบการรายนี้ สูงขนาดที่บอกไปแล้ว ผู้ผลิตโดนัทยักษ์ใหญ่ต้องแอบค้อนทีเดียว

จุดเริ่มต้น
ผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจ NK Donut คือ อนันต์ นาคแก้ว และเกศรินทร์ นาคแก้ว สามี-ภรรยา ซึ่งเริ่มธุรกิจเมื่อประมาณปี พ.ศ.2545 ความคิดเริ่มแรกต้องการหารายได้เสริม โดยอาศัยทักษะที่มีอยู่ เนื่องจากเดิมเกศรินทร์ ทำงานอยู่ในบริษัทผลิตโดนัทแบรนด์ดัง มากว่า 15 ปี ตั้งแต่เป็นพนักงานหน้าร้านจนถึงฝ่ายผลิต รู้กระบวนการผลิตทั้งหมด ประกอบกับเห็นโอกาสทางการตลาด เพราะโดนัทที่อร่อย รูปลักษณ์สวยงาม ขายราคาไม่แพง ในเวลานั้นยังไม่มีเลย

ก้าวเติบโต
เจ้าของธุรกิจ เผยว่า วันแรกผลิตแค่ 5-6 กล่องเท่านั้น นำไปฝากขายตามร้านกาแฟ และร้านของชำใกล้ๆ บ้านย่านจรัญสนิทวงศ์ 29 เพียงแค่วันถัดมา ได้ผลตอบรับมหาศาล ยอดสั่งเพิ่มเป็น 40 กล่อง และภายในเดือนแรก ยอดสั่งเพิ่มเป็นกว่าร้อยกล่องต่อวัน

นับถึงปัจจุบัน NK Donut ขยายโรงงานผลิต 4 แห่ง ได้แก่ จรัญสนิทวงศ์ 29 เทพารักษ์ จ.นครปฐม และชลบุรี แต่ละแห่งเฉพาะค่าอุปกรณ์มูลค่ากว่า 7 หลัก รวมถึง มีจุดกระจายสินค้าอีก 4 แห่ง ได้แก่ ย่านรังสิต ถ.พระราม1 จ.เพชรบุรี และนครปฐม ทั้งหมดสร้างด้วยทุนส่วนตัวล้วนๆ ไม่เคยขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเลยส่วนพนักงานมีมากกว่าร้อยคน ขณะที่มีตัวแทนรับสินค้าไปกระจายขายตามตลาดนัดทั่วประเทศมากกว่าพันจุด

ทำอย่างไรถึงได้ขายถูก

เกศรินทร์ ยืนยันว่า วัตถุดิบที่ใช้ทำโดนัท ล้วนแต่เป็นเกรด เอ สั่งตรงจากโรงงานผลิต ผ่านรับรองมาตรฐาน อย.ทั้งสิ้น โดยวัตถุดิบต่างๆ และต้นทุนการผลิตแทบไม่ได้แตกต่างจากสินค้าของเจ้าดังเลย ทว่าสาเหตุที่ขายได้ในราคาที่ถูกกว่าเกือบ 3 เท่าตัว มาจากแผนการตลาดที่ NK Donut จะเน้นเฉพาะขายส่งเท่านั้น ไม่มีหน้าร้านหรือการโฆษณาใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ตัดค่าการตลาดต่างๆ ทิ้งไปทั้งหมด โดยผู้ที่จะมารับโดนัทไปขายต้องมาซื้อที่โรงงาน หรือจุดกระจายสินค้าด้วยตัวเองเท่านั้น ส่วนกรณีรับไปขายที่จังหวัดไกลๆ จะส่งทางรถทัวร์ ซึ่งค่าจัดส่งผู้สั่งสินค้าเป็นผู้จ่ายนอกจากนั้น กำหนดซื้อขายโดนัทเป็นเงินสดเท่านั้น ไม่มีการให้เครดิต ซึ่งเงินสดดังกล่าวจะนำไปซื้อวัตถุดิบต่างๆ เช่น แป้ง นม ฯลฯ ด้วยเงินสดเช่นกัน ซึ่งจะได้ราคาถูกกว่าเกือบครึ่ง รวมถึง จะพยายามผลิตตามคำสั่งซื้อ เพื่อให้เหลือสินค้าทิ้งต่อวันน้อยที่สุด

“ต้นทุนการผลิตของเราเท่ากับโดนัทเจ้าดังเลย แต่ที่ขายได้ถูกกว่า เพราะเราพยายามตัดค่าใช้จ่ายอย่างค่าการตลาด หรือค่าเช่าร้านออกไป เพราะลูกค้าหลักคือ ตลาดล่างที่ต้องการราคาถูก ดังนั้น ต้นทุนแทบทั้งหมดจึงอยู่ที่วัตถุดิบและการผลิตจริงๆ ขณะที่ เราได้กำไรต่อชิ้นแค่ประมาณ 10 สตางค์เท่านั้น แต่อาศัยว่าขายในปริมาณมาก” เกศรินทร์ เผย

ช่องทางสร้างอาชีพ

ต้องยอมรับว่า สาเหตุที่ทำให้โดนัทรายนี้ เติบโตอย่างสูง เนื่องจากเป็นโอกาสน่าสนใจในการสร้างอาชีพ หรือหารายได้เสริม จึงมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั่วสารทิศเดินทางมารับไปขายอย่างไม่ขาดสาย โดยราคาขายส่งจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภท และขนาดของโดนัท เริ่มต้นที่กล่องละ 130 บาท เช่น โดนัทจิ๋ว โดนัทลูกกลม (บรรจุ 60ชิ้น เฉลี่ยชิ้นละ 2.16 บาท) ถึงสูงสุด กล่องละ 300 บาท คือ เค้กใหญ่รวม (บรรจุ 70 ชิ้น เฉลี่ยชิ้นละ 4.28 บาท) โดยเฉลี่ยแล้ว ราคาขายส่งโดนัทจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 บาทต่อชิ้น ส่วนกล่อง และถุงหิ้ว แยกขายต่างหาก ในราคา 100 กล่อง 145 บาท และถุงหิ้ว 100 ใบ ราคา 40 บาท

ด้านการขายปลีก กำหนดว่า ตัวแทนต้องขายในราคา ชิ้นใหญ่ 3 ชิ้น 20 บาท ส่วนชิ้นเล็ก 5 ชิ้น 20 บาท ซึ่งราคานี้ เฉลี่ยหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว จะมีกำไรต่อชิ้นประมาณ 1.5 บาท หรือประมาณ 45% จากเงินลงทุน

เราจะพยายามบอกให้ลูกค้าขายในราคาที่กำหนดนี้ ซึ่งคำนวณมาแล้วว่า เขาจะมีรายได้คุ้มค่ากับการทำงาน ซึ่งเกณฑ์ในการปล่อยสินค้าให้ตัวแทน เราจะกำหนดว่า 1 ตลาดนัด จะมีผู้ขายรายเดียว ไม่ให้เกิดปัญหาตัดราคา หรือแย่งลูกค้ากันเอง” ผู้บุกเบิกธุรกิจ เผย

จุดเด่น อุปสรรค

จุดขายที่น่าสนใจของ NK Donut คือ ความสวยงามและความหลากหลายของสินค้า ปัจจุบัน มีกว่า 60 รายการทั้งลูกเล็ก ลูกใหญ่ แบบโดนัทลูกกลม สอดไส้ หน้าเค้ก หน้าแยม รูปหัวใจ รูปดาว ฯลฯ ส่วนรสชาติเน้นหอมหวาน เนื้อแป้งนุ่มอมเหนียว ซึ่งการผลิตและพัฒนาสินค้าต่างๆ ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของเกศรินทร์

  

การผลิตจะทำสดใหม่วันต่อวัน ซึ่งโรงงานจะผลิตตลอด 24 ชั่วโมง แบ่งพนักงานเป็น 3 กะ เตรียมพร้อมรับคำสั่งซื้อของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศที่จะเข้ามาตลอดเวลา โดยสินค้าไม่ใส่สารกันเสียใดๆ ทั้งสิ้น สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน 2 วัน ลูกค้าหลักของ NK Donut คือ เด็กนักเรียน และนักศึกษา ทำเลขายที่เหมาะสม จึงควรเป็นย่านหน้าสถาบันการศึกษาต่างๆ

ส่วนปัญหาธุรกิจ มักมีผู้แอบอ้างใช้แบรนด์ไปหาผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น แอบอ้างว่าเป็นตัวแทน เพื่อจะหลอกขายแฟรนไชส์ ซึ่งในความเป็นจริง NK Donut ไม่มีการขายสิทธิ์แฟรนไชส์ให้แก่ใครเลย รวมถึง แอบใช้แบรนด์ NK Donut แต่ไปซื้อสินค้าเกรดต่ำมาขายแทน ทำให้กระทบชื่อเสียงด้วย

อีกทั้ง เนื่องจากขายราคาถูก ทำเลส่วนใหญ่อยู่ตามตลาดนัด จึงมักถูกประเมินค่าว่า เป็นสินค้าคุณภาพต่ำ และไม่สะอาด ทั้งที่ความเป็นจริง วัตถุดิบและโรงงานผลิต ล้วนได้มาตรฐานทั้งสิ้นปัญหาสำคัญอีกประการคือ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงพนักงาน และค่าวัตถุดิบต่างๆ ทำให้กำไรที่ได้ลดน้อยลง โดยที่ผ่านมา ราคาขายส่งนับแต่เริ่มธุรกิจถึงปัจจุบัน มีการปรับขึ้นแค่ 5 บาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองและจากผลประกอบการที่ผ่านๆ มา ยังเชื่อว่า ธุรกิจโดนัทราคาถูก ยังมีโอกาสเติบโต ได้อีกมาก เพราะแบรนด์เป็นที่จดจำของลูกค้าแล้ว รวมถึง ในยุคที่เศรษฐกิจตก เกิดผู้ว่างงานจำนวนมาก ทำให้หลาย คนสนใจมาเป็นพ่อค้าแม่ค้า กลายเป็นโอกาสเติบโตของ NK Donut ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าว แผนธุรกิจ เตรียมจะเปิด ศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มอีก 2-3 แห่ง เพื่อส่งสินค้า ให้ได้ครอบคลุมรอบๆ กรุงเทพฯ ต่อไป